ความรู้เรื่องงานและเงิน › วิธีออกใบเสนอราคาให้ลูกค้าตัดสินใจง่าย
วิธีออกใบเสนอราคาให้ลูกค้าตัดสินใจง่าย
ใบเสนอราคาเป็นเอกสารแรกที่ลูกค้าเห็นว่าเราทำงานจริงจังแค่ไหน ถ้าเขียนครบและชัด ลูกค้าตัดสินใจได้เร็ว และลดเรื่องเข้าใจไม่ตรงกันตอนเก็บเงิน
อัปเดตล่าสุด 31 ตุลาคม 2569
ใบเสนอราคาคืออะไร
ใบเสนอราคา (Quotation) คือเอกสารที่แจ้งลูกค้าก่อนเริ่มงานว่างานนี้ราคาเท่าไร ทำอะไรให้บ้าง และจ่ายเงินอย่างไร เมื่อลูกค้าตกลง ใบเสนอราคาจะเป็นหลักฐานว่าทั้งสองฝ่ายตกลงอะไรกันไว้
ลำดับเอกสารที่พบบ่อยคือ ใบเสนอราคา → ใบแจ้งหนี้ → ใบเสร็จรับเงิน เสนอราคาก่อนเริ่มงาน แจ้งหนี้เมื่อถึงเวลาเก็บเงิน และออกใบเสร็จรับเงินเมื่อได้รับเงินแล้ว
สิ่งที่ใบเสนอราคาควรมี
- ชื่อ ที่อยู่ และช่องทางติดต่อของเรา พร้อมเลขประจำตัวผู้เสียภาษีถ้ามี
- ชื่อและที่อยู่ของลูกค้า ถ้าเป็นบริษัทควรมีเลขประจำตัวผู้เสียภาษี 13 หลักและสาขา
- เลขที่เอกสารและวันที่ออก ใช้อ้างอิงตอนออกใบแจ้งหนี้
- รายการงาน จำนวน และราคาต่อหน่วย เขียนให้ลูกค้าเข้าใจโดยไม่ต้องถามเพิ่ม
- ยอดรวม ส่วนลด และภาษีมูลค่าเพิ่ม (เฉพาะเมื่อจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว)
- ภาษีหัก ณ ที่จ่าย เมื่อลูกค้าเป็นบริษัทที่ต้องหัก และยอดที่เราจะได้รับจริง
- เงื่อนไขการชำระเงิน เช่น มัดจำ แบ่งงวด หรือเครดิตเทอมกี่วัน
- ขอบเขตงาน สิ่งที่ไม่รวมในราคา และจำนวนครั้งที่แก้ไขได้
- กำหนดยืนราคา เช่น ภายใน 30 วันนับจากวันที่ออก
- ช่องลงชื่ออนุมัติของลูกค้า
เคล็ดลับให้ลูกค้าตอบตกลงเร็วขึ้น
- เขียนขอบเขตงานให้ชัด บอกทั้งสิ่งที่รวมและไม่รวมในราคา ลดการขอเพิ่มงานโดยไม่ได้คิดเงิน
- ตั้งราคาจากต้นทุนและกำไรที่ต้องการ ราคาที่ได้กำไรตามเป้า = ต้นทุน ÷ (1 − อัตรากำไร)
- แจ้งเรื่องหัก ณ ที่จ่ายไว้ก่อน ลูกค้าจะเตรียมเอกสารได้ถูก และเรารู้ยอดเงินที่จะได้รับจริง
- ขอมัดจำสำหรับงานใหญ่ หรือแบ่งจ่ายเป็นงวดตามความคืบหน้า
- ส่งให้เร็ว ภายในวันเดียวกับที่คุยงาน ขณะที่ลูกค้ายังสนใจอยู่
ต้นทุนงาน 7,000 บาท อยากได้กำไร 30% ของราคา
ราคาที่ต้องเสนอ = 7,000 ÷ (1 − 0.30) = 10,000 บาท
ถ้าบวกเพิ่ม 30% จากต้นทุน จะได้แค่ 9,100 บาท และกำไรน้อยกว่าที่ตั้งใจ
ค่าบริการ 10,000 บาท ลูกค้าเป็นบริษัท หัก ณ ที่จ่าย 3%
ภาษีที่ถูกหัก 300 บาท ได้รับเงินจริง 9,700 บาท
ภาษี 300 บาทนี้นำไปใช้ตอนยื่นภาษีได้ อ่านต่อในบทความเรื่อง 50 ทวิ